ตะลุยรัก แดนคาวบอย-ตอนที่ 5: “ครั้งสุดท้ายเท่านั้น จำเอาไว้”










EP: 1 ช้ำรัก 3 ( เมียไร้รัก ) ( R-mustang ) [ 2018-02-18 ]
ตอนที่ 6 Young and Beautiful ( กุหลาบในแดนเถื่อน ) ( กาญจนิการ์ ) [ 2018-02-18 ]
EP: 1 ช้ำรัก 2 ( เมียไร้รัก ) ( R-mustang ) [ 2018-02-17 ]
บทที่ 1 ช้ำรัก ( เมียไร้รัก ) ( R-mustang ) [ 2018-02-15 ]
ตอนที่ 4 l05l ( พ่ายรักตรวนราคี ) ( R-mustang ) [ 2018-02-15 ]
พบรัก ห้า 2 ( พบรักรัฐภาม [ชุด Men Of Lions] (Ebook+ทำมือ) ) ( ลานีญา ) [ 2018-02-14 ]
ขอรักครั้งที่ สิบหก 3 ( ขอรักรัฐภูมิ [ชุด Men Of Lions] (Ebook+ทำมือ) ) ( ลานีญา ) [ 2018-02-14 ]
บทที่ ๒/๑ เขตกักกันตัว ( ทะเบียนรักมาเฟีย ) ( โรสควอตซ์ ) [ 2018-02-14 ]
บทที่ 19 ( เสน่หามายาไฟ (18+) ) ( พิริตา ) [ 2018-02-14 ]
บทที่ 15 ( ขุนศึกเสน่หา อาณาจักรรัก (18+) ) ( อเมทริน ) [ 2018-02-14 ]


วันนี้ 633
เมื่อวานนี้ 989
เดือนนี้ 19,163
เดือนที่แล้ว 33,633
ปีนี้ 52,796
ปีที่แล้ว 368,343
รวมทั้งหมด 7,723,315

แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน

URL สำหรับอ่านหน้านี้

Code สำหรับนำไปแปะ

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
ชื่อผู้ส่ง

E-Mail


Share on Facebook
ตะลุยรัก แดนคาวบอย : ตอนที่ 5: “ครั้งสุดท้ายเท่านั้น จำเอาไว้”
ผู้แต่ง : แรมกาล
ลงเมื่อ : 2018-01-09 [ 18:56:03 ]
อ่านทั้งหมด : 56
คอมเมนท์ทั้งหมด : 0
คะแนนโหวตทั้งหมด :

 

rn

 

rn

5

rn

“ครั้งสุดท้ายเท่านั้น จำเอาไว้”

rn

       

rn

 

rn

 

rn

        “บางทีเธอก็บื้อกว่าที่ฉันคิดไว้นะ แทนที่จะรีบหนีกลับมัวแต่ยืนอ่านหนังสือพิมพ์”

rn

        เชอรีนหันขวับไปมอง เห็นบรูคยิงยืนพิงประตู มือขวาแตะซองปืนที่เอวขณะที่มือซ้ายเหวี่ยงบ่วงบาศไปมาพร้อมรอยยิ้มยะเยือก หมอนี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่!

rn

        “ค…ใครเขายืนอ่านหนังสือพิมพ์กัน ฉันแค่สงสัยว่านายไปได้หนังสือพิมพ์เก่าขนาดนี้มาจากไหน”

rn

        “เพิ่งซื้อไปเมื่อสามวันก่อน คิดว่าคงไม่เก่าจนน่าตกใจนักหรอกมั้ง”

rn

        “นายหมายความว่ายังไง” เชอรีนงงจัด “นี่นายไปซื้อจากที่ไหน จากร้านขายของเก่าเหรอ”

rn

        คราวนี้บรูคไม่ได้ตอบ แต่สาวเท้ามาใกล้ ยันฝ่ามือเท้าโต๊ะฝั่งซ้ายขวา ขังคนชักสีหน้าสงสัยไว้ในอ้อมแขน “คิดจะมาไม้ไหน ฮึ”

rn

        ลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดมาทำให้เชอรีนเหมือนได้สติ บ้าจริง! ตอนนี้มันใช่เวลามานั่งสงสัยที่ไหนกัน ต้องรีบหนีก่อนต่างหาก!

rn

        ครั้นจะหนีก็สายไปแล้ว ทว่าก็โชคดีอยู่บ้างที่มือเธอยังถือมีดทานอาหารอยู่ เธอยกมันขึ้นเพื่อขู่ให้เขาถอยไป แต่เขากลับดึงมีดออกไปถือเองได้อย่างง่ายดาย

rn

        “สงสัยจะชอบความรุนแรง” เขาจับแขนเธอแน่น กระตุกเข้าหา

rn

        “ดะ…เดี๋ยว ฉันยอมแล้ว เรามาคุยกันดีๆ เถอะนะ” เธอยันอกเขาออก รีบทักท้วงเมื่อเขาทำท่าจะเอาบ่วงบาศมามัดรอบตัวเธอ

rn

        “นี่น่ะเรอะการคุยแบบดีๆ ของเธอ” บรูคชูมีดที่แย่งจากเธอ

rn

        เชอรีนพยายามคุยด้วยเหตุผล “นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ถ้านายอยากรู้เรื่องราล์ฟอะไรนั่น ฉันสาบานได้ว่าฉันไม่รู้จักเขา ถ้าฉันโกหกขอให้ฟ้าผ่าตายเลยก็ได้ ฉันรู้ว่านายคงมีเรื่องบางอย่างกับราล์ฟ แต่มันไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันพูดจริงนะ จะให้ฉันพิสูจน์ยังไงก็ได้ เอางี้ ฉันขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหม”

rn

        “โทรศัพท์ ?”

rn

        “ใช่ ฉันจะโทรหาตำรวจ เอ๊ย…ฉันหมายถึงโทรหาเพื่อน เขาจะช่วยยืนยันได้ว่าฉันเป็นใคร”

rn

        บรูคนิ่งไปเหมือนไม่เข้าใจ ก่อนถามเรื่องอื่นแทน “เธอมาจากไหน”

rn

        เชอรีนใจชื้นขึ้นมา เหมือนเขาจะเริ่มรับฟังเธอบ้างแล้ว “ฉันกำลังแข่งม้าในรายการรันทูเดอะพาส เป็นนักแข่งเบอร์หก นายเปิดทีวีดูตอนนี้ก็ได้เพราะยังถ่ายทอดสดอยู่”

rn

        เด็กสาวหันทั่วห้อง “แต่ถ้าไม่มีทีวี งั้นเอาโทรศัพท์มา เราดูผ่านเฟสบุ๊คก็ได้ ตอนนี้ทางเพจกำลังไลฟ์สดอยู่”

rn

        “ไอ้โทรศัพท์ที่เธอพูดถึงนี่คืออะไร”

rn

        เชอรีนอ้าปากค้าง ก่อนจะหัวเราะ “อย่ามาตลกหน่อยเลย นี่มันปี 2017 นะ ไม่ใช่ยุคหิน ใครบ้างไม่รู้จักโทรศัพท์”

rn

        “1871” บรูคพูดเรียบๆ เชอรีนฉงนว่าเขาพูดอะไร

rn

        ชายหนุ่มทวนอีกครั้ง “ปีนี้ 1871

rn

        คราวนี้เชอรีนหัวเราะไม่ออกเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย แวบหนึ่งที่เธอคิดว่าเขาพูดจริง “จะบอกว่านี่คือปี 1871 เหรอ!”

rn

        “หนังสือพิมพ์ก็บอกอยู่ อ่านไม่ออกเรอะ” เขาใช้ปลายคางชี้ไปยังสื่อสิ่งพิมพ์บนโต๊ะ

rn

        เชอรีนส่ายหน้า เป็นไปไม่ได้! เธอหมุนตัวกลับไปที่โต๊ะอีกครั้ง จ้องมองปฏิทินแบบสมัยก่อน มองข้าวของในห้อง นึกถึงเมืองประหลาดๆ ที่เพิ่งออกมา รวมถึงมุขสงครามกลางเมืองที่ชายสองคนนั้นเล่น

rn

        ถ้านี่เป็นปี 1871 นั่นหมายความว่าเธอย้อนเวลากลับมาในอดีต!

rn

        เชอรีนหันไปจ้องเขาอย่างตกใจ สงสัย และต่อต้านสุดฤทธิ์ “นายล้อฉันเล่นใช่ไหม นี่มันปี 2017! ฉันจะย้อนอดีตมาได้ไงกัน”

rn

        บรูคพินิจเธอนิ่งๆ

rn

        ครู่ต่อมาเชอรีนก็นึกบางอย่างออก จู่ๆ ก็หัวเราะลั่น “เข้าใจล่ะ นี่เป็นรายการอำผู้เข้าแข่งขันใช่ไหม ฮ่าฮ่าฮ่า ตลกดีนี่! ออกมาได้แล้วทีมงานทุกคน! ฉันรู้ความจริงแล้ว! มีกล้องซ่อนอยู่ในนี้ใช่ไหม”

rn

        เชอรีนเดินไปทั่วห้อง สำรวจตามซอกตามตู้ หวังว่าจะเจอกล้องแอบถ่าย “ออกมาได้แล้วน่า ฮ่าฮ่า ตลกมากเลย!”

rn

        “เธอเป็นบ้าอะไร” บรูคคว้าแขนเธอก่อนที่เธอจะพังตู้ของเขาลงมา

rn

        “นายนั่นแหละเป็นบ้าอะไร แหม! เล่นซะเนียนเชียวนะ เกือบเชื่อซะแล้ว! ฮ่าฮ่า ” เสียงของเชอรีนค่อยๆ หายไปเมื่อเห็นสีหน้าถมึงทึงของบรูค เขาไม่มีวี่แววล้อเล่นหรือเข้าใจสิ่งที่เธอพูดสักนิด

rn

        “เลิกเล่นได้แล้ว! ฉันรู้แล้วนี่เป็นการแกล้งกัน!” ไม่ว่าจะพูดอะไรไป บรูคก็ยังมีสีหน้าเช่นเดิมจนเป็นเชอรีนเองที่หวั่นใจ เธอส่ายหน้าอย่างไม่ยอมเชื่อ ผลักเขาแล้ววิ่งออกจากบ้าน ย่ำไปยังทุ่งหญ้าที่มีวัวกำลังหลับใหลมากมาย รายล้อมด้วยภูเขาสูงต่ำอันมีความมืดแห่งราตรีเป็นฉากหลัง

rn

        เชอรีนย่ำวนไปทั่ว “ก็บอกว่าไม่เล่นแล้วไง! ออกมาได้แล้วทุกคน! ฉันรู้ความจริงแล้ว! บอกให้ออกมาไง!”

rn

        พอวิ่งวนหนักเข้าก็เริ่มเวียนหัวเหมือนโลกหมุนติ้วๆ จนเธอล้มลง แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีดำที่มีดาวพร่างพราย รู้สึกเหมือนมันกำลังแกว่งไปมา เธอยังคงพึมพำ “ออกมาได้แล้ว ฉันไม่เล่นแล้ว”

rn

        แต่ไม่มีใครออกมา…ไม่จริง…นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม

rn

        เชอรีนรู้สึกหมดแรง ไม่รู้เพราะความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาตลอดวันหรือความหวาดกลัวต่อเรื่องประหลาดรอบตัว สุดท้ายก็เหมือนร่างกายจะชัทดาวน์ให้กับตัวเอง เด็กสาวปิดตาลงแล้วหมดสติไปในที่สุด

rn

 

rn

        เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เชอรีนเห็นคือขื่อคานผูกด้วยเชือกป่าน ผนังห้องไม้แบบเดิม และเธอกำลังอยู่บนเตียงกว้าง เธอกะพริบตาปริบขณะรื้อฟื้นความทรงจำสุดท้าย

rn

        บรูคบอกว่าเธออยู่ในปี 1871 เธอคิดว่านี่คงเป็นรายการแกล้งคนจึงวิ่งออกไปตามหาทีมงานจนทั่ว แล้วก็สลบไป

rn

        เชอรีนลุกนั่ง ดึงผ้าห่มออกแล้วก้มมองตัวเอง เสื้อผ้ายังอยู่ครบ หมอนั่นคงไม่ได้ลักหลับเธอใช่ไหม ? แต่เธอก็ไม่รู้เจ็บส่วนใดในร่างกาย เด็กสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วหันมองรอบห้อง เห็นหน้าต่างบานใหญ่ที่มีแสงแดดสาดส่องเข้ามา ท้องฟ้าสีครามใสและมวลเมฆลอยห่างๆ สลับด้วยหมู่นกบินว่อน

rn

        เชอรีนเดินไปที่หน้าต่าง มองท้องทุ่งเขียวขจีด้านหลัง วัวนับร้อยๆ กับคนงานสองสามคนที่กำลังรีดนมวัว

rn

        ‘ไม่ว่านี่จะเป็นรายการแกล้งหรือโชคชะตาเล่นตลกอะไรก็ช่าง ฉันต้องหนีออกไปให้ได้’ เชอรีนตัดสินใจเสร็จสรรพ

rn

        ขณะกำลังคิดว่าจะปีนหน้าต่างหนีออกไปอย่างไรดีโดยไม่ต้องจ๊ะเอ๋กับคนงานของบรูค ก็ได้กลิ่นหอมๆ ลอยเข้ามา พานให้ท้องแข่งกันส่งเสียงโครกคราก จะว่าไปยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อวานเลย

rn

        เด็กสาวเดินกลับไปที่ประตูหมายจะสำรวจเจ้ากลิ่นนั้นก่อน ทว่าให้เดินไปตัวเปล่าๆ ก็ออกจะโหวงหวิวไปหน่อย จึงตัดสินใจมองหาอาวุธติดมือไปด้วย แต่ห้องกว้างมีแค่เตียงกับตู้

rn

        “ลิ้นชักก็ได้วะ” เชอรีนดึงลิ้นชักออกจากโต๊ะข้างเตียง ขนาดเหมือนกับกระเป๋าสี่เหลี่ยม เธอกระชับแน่นแล้วย่องออกจากห้อง เดินลงบันไดชันที่ทอดตัวไปยังชั้นล่าง ยิ่งลงมา กลิ่นหอมๆ ยิ่งรุนแรงจนแสบไส้ไปหมด

rn

        เชอรีนชะงักเมื่อเห็นชายคนหนึ่งกำลังยืนหน้าโต๊ะตัวยาวติดผนัง หันหลังให้เธอ มือไม้ของเขาง่วนกับการหยิบตักบางอย่างจากหม้อใบใหญ่แล้วใส่ในชาม พลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

rn

        ‘ไม่ใช่บรูคนี่นา แล้วใครกัน’

rn

        คนตรงหน้าตัวเล็กกว่าบรูค โดยเฉพาะช่วงไหล่ ขณะที่กำลังจดจ้องอย่างฉงน เขาก็หันมา ต่างฝ่ายต่างอุทานอย่างตกใจ โดยเฉพาะเชอรีนที่ตกใจจนเผลอสะบัดลิ้นชักในมือใส่หน้าเขา!

rn

        ผลัวะ!

rn

        เคร้ง!

rn

        “โอ๊ย!” ชายตรงหน้าร้องลั่น เจ็บทั้งหัวและร้อนเท้าเพราะชามที่มีน้ำร้อนลวกเท้าเข้าให้

rn

        “บ้าชิบเป๋ง! นี่เธอเป็นใครเนี่ย! โอ๊ย”

rn

        “นะ…นายนั่นล่ะเป็นใคร” เชอรีนพินิจคนตรงหน้า เป็นเด็กหนุ่มอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน ขณะที่กำลังมองกันและกันก็มีเสียงของบรูคดังมาจากด้านหลัง

rn

        “เกิดอะไรขึ้น แดนนี่”

rn

        เชอรีนหันขวับด้วยความตกใจ หันไปพร้อมกับลิ้นชักแต่บรูคจับไว้ได้แล้วดึงกลับไปอย่างง่ายดาย เชอรีนผงะถอยแต่บรูคก็จับแขนเธอไว้ได้พร้อมสายตาขุ่นมัว

rn

        แดนนี่บ่นอุบ ลูบหัวป้อยๆ “นี่มันอะไรกันครับคุณบรูค ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร อยู่ๆ ก็เอาลิ้นชักมาฟาดผม โอย”

rn

        “เด็กหลงผิดน่ะ ฉันลืมบอกนายไปว่าเธอต้องอยู่ที่นี่สักพัก”

rn

        “ฉันคือคนที่เขาลักพาตัวมาต่างหาก แล้วฉันก็จะไม่อยู่ที่นี่ด้วย!” เชอรีนเถียง

rn

        “หา!” แดนนี่อุทาน

rn

        บรูคอธิบาย “แม่นี่คืออีหนูของราล์ฟที่มาก่อกวนทุ่งเราเมื่อวาน”

rn

        “หา!” แดนนี่อุทานอีก

rn

        “ก็บอกว่าไม่ใช่ไง นี่นายจะโง่งมงายไปถึงไหนกัน” เชอรีนตวาด

rn

        “หา!”

rn

        “นายเลิกหาซักทีได้ไหม!” คราวนี้ทั้งบรูคและเชอรีนหันไปตวาดแดนนี่พร้อมกัน

rn

        “หา เอ๊ย! ผมหมายถึง เอ่อ ผมไปหาผ้ามาทำความสะอาดดีกว่า”

rn

        “ไม่ต้อง” บรูคขัดขึ้นก่อนหันไปจ้องเชอรีน “เช็ดซะ”

rn

        “ฉันไม่เช็ด นายอยากเช็ดก็เช็ดไปสิ ที่มันเกิดขึ้นก็เพราะนายลักพาตัวฉันมา”

rn

        “ได้ งั้นฉันจะใช้เสื้อเธอเช็ดแทนแล้วกัน”

rn

        “อะ…อะไรนะ” เชอรีนตกใจได้ไม่นานก็โดนบรูคจับมือทั้งสองข้างไพล่หลัง เขาถอดเสื้อโค้ทตัวยาวที่คาร์ตันยกให้เธอเมื่อวานออกไปอย่างง่ายดายไม่ว่าเธอจะดิ้นแค่ไหนก็ตาม ตอนนี้เขากำลังจะจัดการเสื้อเชิ้ตของเธอซึ่งก็ดูจะง่ายมากเพราะบัดนี้ไม่หลงเหลือกระดุมกลัดเกี่ยวสักเม็ด

rn

        “คุณบรูคครับ เดี๋ยวผมเช็ดเองก็ได้” แดนนี่สงสารเด็กสาวที่ดิ้นพล่าน

rn

        “ใครทำอะไรไว้ต้องรับผิดชอบ นายรู้กฎดี” บรูคดึงเสื้อของเด็กสาวออกจากไหล่

rn

        “ปล่อยนะ! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!” เชอรีนร้องลั่น บัดนี้ไหล่เปล่าเปลือย เสื้อร่นไปถึงข้อศอกจนเผยบราเซีย สุดท้ายก็ยอมจำนน

rn

        “อย่า…ฉันยอมแล้ว!”

rn

        บรูคหยุด จ้องมองอึดใจก่อนจะยอมปล่อย เดินไปหยิบถังน้ำกับผ้าแล้ววางบนพื้น “เช็ดซะ”

rn

        เชอรีนกอดอก ดึงสาบเสื้อเข้าหากันแน่น จ้องเขาด้วยน้ำตาฉ่ำรื้นอย่างเกลียดแค้นและอับอาย

rn

        “อย่าต้องให้พูดอีกรอบ บอกให้เช็ด” บรูคทวนห้วน

rn

        “ขอเสื้อฉันก่อน” เชอรีนแบมือออกไป จ้องเสื้อโค้ทตัวยาวในมือเขา ทว่าเขาชักมือออกห่าง

rn

        “เธอจะได้มันก็ต่อเมื่อทำงานเสร็จ”

rn

        เชอรีนค้านจะต่อปากต่อคำ จึงจำใจคุกเข่าลงพื้นแล้วใช้ผ้าเช็ดๆ ซับๆ แกงที่หกเลอะพื้น โดยมีสายตาเห็นใจจากแดนนี่

rn

        “ถ้าฉันยังไม่ได้อาหารภายในห้านาที นายจะมีสภาพไม่ต่างจากแม่นี่” บรูคพูดเฉียบ แดนนี่จึงจำใจถอนสายตาเวทนาออกจากเด็กสาวแล้วหันไปวุ่นวายกับโต๊ะทำอาหารแทน

rn

        เชอรีนก่นด่าตลอดเวลาที่ทำความสะอาด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอใครเผด็จการเท่านี้ แม้แต่พ่อของเธอที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของฟาร์มม้าที่เข้มงวดจนคนงานเกรง ก็ยังน้อยกว่าบรูค ไม่สิ พ่อของเธอน่ะจะสั่งจะทำอะไรย่อมมีเหตุผลรองรับ แต่หมอนี่ไม่!

rn

        เธอเช็ดถูรุนแรงอย่างระบายอารมณ์ เมื่อเสร็จสิ้นจึงลุกขึ้น หันไปประจันหน้าเขา “พอใจยัง ทีนี้ก็ปล่อยฉันไปได้แล้ว”

rn

        “ยัง” บรูคตอบห้วน ยื่นเสื้อโค้ทให้

rn

        เชอรีนรีบรับไปสวม พลางต่อว่าเขาไปด้วย “นายจะเอาอะไรอีก นายไม่มีสิทธิ์มากักขังฉันนะ!”

rn

        “ฉันมีสิทธิ์แน่ ในเมื่อนี่คือบ้านของฉัน ทุ่งของฉัน แล้วเธอก็คือนักโทษของฉัน ฉันไม่ส่งเธอให้นายอำเภอก็ดีแค่ไหนแล้ว”

rn

        “งั้นก็ส่งไปเลยสิ ดูท่าว่านายอำเภอจะฉลาดและยุติธรรมกว่านายเยอะ เขาคงตัดสินได้ว่าฉันเป็นผู้บริสุทธิ์”

rn

        ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทั้งสอง แดนนี่ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงใสๆ “อาหารมาแล้วคร๊าบบบ!!! โชคดีนะเนี่ยยังเหลืออยู่ในหม้อ”

rn

        แดนนี่ถือหม้อที่มีควันฉุย ปรี่ไปยังโต๊ะอาหารกลางห้อง จัดแจงจานช้อนสามที่ บรูคผละไปนั่งโดยไม่สนใจเชอรีน ส่วนแดนนี่หันมาพยักหน้าให้เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันมานั่งข้างเขา

rn

        เชอรีนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เธอต้องการกลับบ้าน ต้องการออกไปจากที่นี่!

rn

        “นายไม่มีหลักฐานว่าฉันทำผิด ฉะนั้นนายจะทำเหมือนฉันเป็นนักโทษของนายไม่ได้ ฉันจะกลับ ลาก่อน!” เธอสาวเท้าไปที่ประตู ทว่าไม่ทันได้หมุนลูกบิดก็โดนบ่วงเชือกรัดรอบตัวแน่นแล้วกระตุกอย่างแรงจนลอยมานั่งบนตักของเจ้าของบ่วง

rn

        “นี่!” เชอรีนโมโหจัด หมอนี่ใช้บ่วงบาศคล้องตัวเธออีกแล้ว!

rn

        “ถ้ายังไม่หยุดโวยวาย ฉันจับเธอแก้ผ้ามัดกับเก้าอี้ คิดว่าแดนนี่ก็คงอยากดูไม่น้อย” บรูคพูดเรียบๆ ขณะตักถั่วต้มเข้าปาก

rn

        “ใช่…เอ๊ย! มะ…ไม่ใช่” แดนนี่ก้มหน้า หลบสายตาพิฆาตจากเด็กสาว

rn

        แม้จะโกรธแค่ไหนแต่เชอรีนก็ไม่กล้า จึงได้แต่ยอมจำนนด้วยความคับแค้น ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครไร้เหตุผลเท่านี้มาก่อน!

rn

        “รู้แล้ว ปล่อยสิ!”

rn

        “ครั้งสุดท้ายเท่านั้น จำไว้” บรูคบอกแล้วคลายบ่วงให้ เชอรีนมองประตูตาละห้อย อยากจะวิ่งออกไปแต่ก็คงไม่แคล้วต้องตกอยู่ในสภาพเดิมหรืออาจจะแย่กว่าเดิม เธอจำใจเดินปึงปังไปนั่งที่เก้าอี้ข้างแดนนี่

rn

        “หวัดดี เธอชื่ออะไร” แดนนี่ชวนคุยหลังจากที่เธอนั่งข้างเขาแล้ว เขาตักถั่วต้มกับเนื้อบดใส่จานให้เธอ

rn

        “เชอรีน นายล่ะ” เด็กสาวตอบห้วน

rn

        “ฉันชื่อแดนนี่ อายุ 18 คิดว่าน่าจะโตกว่าเธอ”

rn

        “ฉันก็ 18

rn

        “จริงเรอะ เธอดูเด็กมากเลย ฉันคิดว่าสัก 15 หรือ 16

rn

        บรูคแทรก “เด็กทั้งหน้าตาและสมอง สมแล้วที่ทำอะไรโง่ๆ แบบนั้น”

rn

        “ส่วนนายก็โตแต่ตัว สมองไม่ยักโตตาม ถึงได้หลับหูหลับตาเชื่อแต่ความคิดตัวเอง” เชอรีนสวนกลับ อารมณ์เดือดปุดพอๆ กับหม้อที่ตั้งกลางโต๊ะ

rn

        แดนนี่ตกใจที่เด็กสาวกล้าเถียงบรูคแบบนั้น เขาต้องรีบชวนคุยเพื่อทลายบรรยากาศตึงเครียด “เอ้อ คุณบรูคครับ นี่ก็ใกล้จะฤดูหนาวแล้ว เราจะเริ่มต้อนวัวไปขายกันเมื่อไหร่ครับ”

rn

        บรูคละสายตาจากเชอรีนที่จ้องเขาเอาเป็นเอาตาย “อาทิตย์หน้า”

rn

        “กว่าจะไปถึงโคโลราโดก็คงต้นฤดูหนาวพอดี เราคงเป็นชุดสุดท้ายที่ไปถึง ผมว่ากำไรต้องงามกว่าปีก่อนแน่" แดนนี่พูดเสียงระรื่น

rn

        “ปีนี้เราจะไปถึงแค่ดัลลัส”

rn

        “อ้าว ทำไมล่ะครับ”

rn

        บรูคตอบคนที่ทำหน้าหงอย “ตอนนี้ทางเหนือกำลังมีสงครามระหว่างอินเดียนแดงกับทหาร”

rn

        แดนนี่ถอนหายใจ “ผมได้ยินว่าตลาดรับซื้อที่ดัลลัสให้ตัวละเจ็ดเหรียญเท่านั้น แต่ก็จริงอย่างที่คุณว่า ขืนขึ้นเหนือไปจ๊ะเอ๋ตอนเขารบกัน เราคงพังกันหมด ไปดัลลัสก็ไม่เลวนัก ปลอดภัยกว่าและเดินทางกลับได้เร็วกว่า”

rn

        “และอาจรวยกว่าเพราะลำธารแถวหุบวัลเลมีสายแร่ทองคำ”

rn

        “หา! จริงเหรอครับ ผมไม่ยักรู้” แดนนี่เบิกตาโต

rn

        “ถ้านายไม่มัวแต่ไปเฝ้าลิลลี่ ก็คงได้รู้อะไรอีกเยอะ” บรูคพูดเอื่อยๆ

rn

        “ผะ…ผมเปล่าซะหน่อย!” แดนนี่หน้าแดง ก้มหน้าทานต่อไป

rn

        ยิ่งเชอรีนได้ฟังบทสนทนาก็ยิ่งทำให้เธอเชื่อแล้วล่ะว่าเธอหลุดมาในยุคอดีตจริงๆ สำหรับยุคของเธอ เมื่อพูดถึงคาวบอยก็มักนึกถึงผู้ชายสวมหมวกปีกกว้าง ยืนดวลปืนกันหน้าร้านเหล้า ไม่ก็ขี่ม้าไล่ยิงปืนกัน

rn

        มันก็มีภาพแบบนั้นแหละ ทว่าอันที่จริงแล้วคาวบอยก็คือคนที่ขี่ม้าเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย คอยทำหน้าที่ต้อนพวกมันเดินทางไกลหลายร้อยไมล์เพื่อนำไปขายในตลาดรับซื้อ การเดินทางสมัยก่อนทุรกันดาร เต็มไปด้วยอันตรายทั้งจากสัตว์ที่จ้องจะเขมือบวัวควาย และจากคนที่จ้องจะขโมยไปเป็นของตัวเอง การต้อนวัวควายไปขายแต่ละครั้งจึงต้องมีคนฝีมือดีคอยคุม ซึ่งคนคุมพวกนั้นก็เรียกกันว่าคาวบอย

rn

        ทั้งสามนั่งรับประทานอาหารไปอย่างเงียบๆ เมื่อเสร็จแล้วบรูคก็ลุกขึ้น “เช้านี้ฉันจะไปทำธุระที่อื่น”

rn

        “แล้วเชอรีนล่ะครับ” แดนนี่มองเด็กสาวที่กำลังทำตาวาวเป็นประกาย

rn

        “พาเธอเข้าเมืองไปซื้อเสื้อผ้าแล้วกลับมาก่อนตะวันตกดิน ถ้าฉันไม่เห็นแม่นี่ล่ะก็ ฉันจะหักค่าจ้างนาย” บรูคโยนถุงเงินลงบนโต๊ะ เดินไปหยิบเสื้อโค้ทกับหมวกที่แขวนติดผนัง แล้วเดินออกจากบ้านไป

rn

        แดนนี่ถอนหายใจเฮือกยาว แต่เอาเถอะ งานดูแลเด็กสาวคงไม่ยากเท่าไหร่ ขนาดต้อนวัวต้อนควายไปขายหลายร้อยไมล์ยังทำมาแล้ว แค่นี้จิ๊บๆ!

rn

        ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าเธอ แดนนี่ก็เริ่มคิดว่า…สงสัยงานนี้จะไม่ ‘จิ๊บๆ’ เสียแล้ว!

rn

        เชอรีนพยายามสะกดอารมณ์ปรีดาไว้ ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่เธอจะหนี ทว่าจะพรวดพราดออกไปโดยไร้แผนที่ดี ก็คงไม่แคล้วลงเอยเหมือนที่ผ่านมา บรูคอาจยังอยู่แถวนี้ แถมที่นี่ก็ยังมีคนของเขาอีกด้วย

rn

        แดนนี่ชวนคุย "ว่าแต่เธอมาจากไหนกัน"

rn

        แม้เชอรีนจะนึกรำคาญ แต่ก็จำต้องคุยกับคนช่างถามเพื่อสร้างความเป็นมิตรไว้ก่อน กระนั้นก็อดประชดไม่ได้ "ถ้าบอกว่ามาจากโลกอนาคตอีกร้อยห้าสิบปีต่อจากนี้ นายจะเชื่อไหม"

rn

        "หา?!" แดนนี่อุทาน จ้องมองอย่างฉงน ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ เมื่อคิดว่าเธอล้อเล่น "แล้ว เธอ...เป็น เอ่อ เป็นคนที่ราล์ฟส่งมาเหรอ"

rn

        "เปล่า” เชอรีนถอนหายใจ “นี่ถามหน่อยเถอะว่าราล์ฟคือใครกัน ฟังดูเหมือนกับผู้ก่อการร้ายระดับโลก"

rn

        แดนนี่มองเธออย่างพิศวงจัด "เธอไม่รู้จักราล์ฟเหรอ ? หมอนั่นเป็นคนที่ชั่วช้ามาก"

rn

        "ยังไง"

rn

        "ถ้าเธอสัญญาว่าจะไม่หนี ฉันก็จะเล่าให้เธอฟัง"

rn

        เชอรีนมองอย่างทึ่ง ๆ หมอนี่ก็ฉลาดดีนี่ "ได้ ฉันสัญญา"

rn

        หลังจากทานมื้อเช้ารสชาติห่วยแตกและเข้าห้องน้ำที่เชอรีนเรียกว่าห้องรูหนูกับกระดานไม้เจาะหลุม เธอก็เดินตามแดนนี่ไปที่โรงเก็บม้า เห็นชิววี่โดนล่ามอยู่ในคอก มันทำท่าจะส่งเสียงร้อง แต่เชอรีนแอบยกนิ้วชี้จ่อริมฝีปากเป็นเชิงให้มันเงียบ

rn

        แดนนี่เดินไปจูงม้าตัวหนึ่งออกจากคอก ปีนขึ้นไปแล้วยื่นมือให้เธอ แต่เชอรีนส่ายหน้า แกล้งพูดเสียงจริงจัง "สุภาพสตรีน่ะไม่ขี่ม้าตัวเดียวกับสุภาพผู้ชายหรอกนะ โดยเฉพาะถ้ายังไม่เป็นอะไรกัน"

rn

        "จริงของเธอ แต่..." แดนนี่ลังเล

rn

        "ฉันไม่หนีหรอกน่า ฉันอยากฟังเรื่องของราล์ฟแล้ว" เชอรีนแสร้งฉีกยิ้มกว้างให้แดนนี่ กระตุ้นต่อ “รีบไปซื้อของในเมืองกันเถอะ ฉันไม่ได้อาบน้ำมาเกือบสองวัน เหม็นตัวเองจะแย่แล้ว”

rn

        จากนั้นเด็กสาวก็เดินอย่างเอื่อยๆ ไปที่คอกชิววี่ แม้แดนนี่จะดูซื่อๆ และรับมือได้ง่ายในสายตาเชอรีน แต่เขาก็ยังไม่ประมาทเสียทีเดียว เขาคล้องเชือกเข้ากับบังเหียนของชิววี่แล้วเอาปลายอีกด้านไปผูกเข้าที่บังเหียนของม้าตัวเอง อีกทั้งยังปลดตัวหนีบซองปืนออก เป็นนัยว่าพร้อมหยิบทุกเมื่อหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

rn

        เชอรีนปีนขึ้นนั่งบนหลังเจ้าชิววี่ มันทำท่าจะกระโจนหนีแต่เชอรีนกระตุกห้าม ลูบแผงคออย่างนุ่มนวลแล้วพึมพำ

rn

        “ยังก่อนชิววี่” เชอรีนยังยิ้มให้แดนนี่ ชำเลืองดูซองปืนของเขา เห็นทีต้องคิดแผนให้รอบคอบกว่านี้เสียแล้ว

rn

 

rn

 




ตอนก่อนหน้า

กลับไปหน้าหลักของบทความ

ตอนถัดไป


โหวต : 1 คะแนน    2 คะแนน    3 คะแนน    4 คะแนน    5 คะแนน   
ล๊อคอินเพื่อแสดงความคิดเห็น แสดงความคิดเเห็นแบบไม่ล๊อคอิน
ID :      
Password :      
     
เนื่องจากขณะนี้ทางเว็บไซต์ได้พบกับผู้ไม่ประสงค์ดี เข้ามาทำการก่อกวน
ทางเว็บไซต์จึงจำเป็นจะต้องสงวนสิทธิ์สำหรับสมาชิกเท่านั้นที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้

กติกาในการใช้เว็บ
นิยายหรือบทความที่ปรากฏในเว็บไซต์ www.lightoflovenovel.com เป็นข้อความที่ถูกโพสต์ขึ้นบนหน้าเว็บไซต์โดยบุคคลทั่วไป ซึ่งเว็บไซต์ www.lightoflovenovel.com ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดๆ กับการกระทำนั้นๆ หากท่านพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสมปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ สามารถอีเมล์มาแจ้งได้ที่ [email protected] เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการต่อไป

ความคิดเห็นจากผู้อ่าน


กรุณาแสดงความคิดเห็น
เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียน



หน้าแรก      สินค้า      อ่านนิยาย      กิจกรรม/ข่าวสาร      เว็บบอร์ด      ติดต่อเรา
Copyright © 2018. All right reserved.

Design by Seomodern