ขุนศึกเสน่หา อาณาจักรรัก (18+)-บทที่ 14










EP: 1 ช้ำรัก 3 ( เมียไร้รัก ) ( R-mustang ) [ 2018-02-18 ]
ตอนที่ 6 Young and Beautiful ( กุหลาบในแดนเถื่อน ) ( กาญจนิการ์ ) [ 2018-02-18 ]
EP: 1 ช้ำรัก 2 ( เมียไร้รัก ) ( R-mustang ) [ 2018-02-17 ]
บทที่ 1 ช้ำรัก ( เมียไร้รัก ) ( R-mustang ) [ 2018-02-15 ]
ตอนที่ 4 l05l ( พ่ายรักตรวนราคี ) ( R-mustang ) [ 2018-02-15 ]
พบรัก ห้า 2 ( พบรักรัฐภาม [ชุด Men Of Lions] (Ebook+ทำมือ) ) ( ลานีญา ) [ 2018-02-14 ]
ขอรักครั้งที่ สิบหก 3 ( ขอรักรัฐภูมิ [ชุด Men Of Lions] (Ebook+ทำมือ) ) ( ลานีญา ) [ 2018-02-14 ]
บทที่ ๒/๑ เขตกักกันตัว ( ทะเบียนรักมาเฟีย ) ( โรสควอตซ์ ) [ 2018-02-14 ]
บทที่ 19 ( เสน่หามายาไฟ (18+) ) ( พิริตา ) [ 2018-02-14 ]
บทที่ 15 ( ขุนศึกเสน่หา อาณาจักรรัก (18+) ) ( อเมทริน ) [ 2018-02-14 ]


วันนี้ 616
เมื่อวานนี้ 989
เดือนนี้ 19,163
เดือนที่แล้ว 33,633
ปีนี้ 52,796
ปีที่แล้ว 368,343
รวมทั้งหมด 7,723,298

แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน

URL สำหรับอ่านหน้านี้

Code สำหรับนำไปแปะ

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
ชื่อผู้ส่ง

E-Mail


Share on Facebook
ขุนศึกเสน่หา อาณาจักรรัก (18+) : บทที่ 14
ผู้แต่ง : อเมทริน
ลงเมื่อ : 2018-02-09 [ 13:14:21 ]
อ่านทั้งหมด : 42
คอมเมนท์ทั้งหมด : 0
คะแนนโหวตทั้งหมด :

 

rn

 

rn

rn

 

rn

บทที่ 14

rn

rn

rn

rn

กลางดึกบุษราคัมตื่นขึ้นมา รู้สึกถึงวงแขนที่โอบกอดเอวเอาไว้จากด้านหลัง หญิงสาวเบียดตัวเข้าหาความอบอุ่นที่คุ้นเคย ชายหนุ่มก็กระชับอ้อมกอดเล็กน้อย ขณะที่กำลังเคลิ้มอยู่นั้น

rn

“พีนาร่า... ” นั่นเป็นเหตุให้หญิงสาวตาสว่างขึ้นมาอีกครั้ง เธอเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

rn

“พีนาร่า... ” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนจะดังอยู่ด้านนอก

rn

บุษราคัมค่อยๆ ยกแขนแข็งแรงออกจากตัว และลุกขึ้นคว้าเสื้อผ้าที่ถูกถอดทิ้งอยู่บนพื้นตั้งแต่ตอนหัวค่ำขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว ก่อนก้าวออกจากกระโจมในทันที

rn

“พีนาร่า” คราวนี้หญิงสาวพยายามแยกเสียงด้วยประสาทสัมผัสของเธอ แล้วจึงสาวเท้าไปตามเสียงนั้น

rn

ผ่านกระโจมที่เรียงรายกันอยู่ จนกระทั่งถึงต้นไม้ใหญ่ มีทหารเข้าเวรอยู่อีกด้าน ไม่สังเกตเห็นเธอแต่อย่างใดเพราะคอยแต่ระแวดระวังด้านนอก

rn

ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ร่างผอมกร่องของชายชราอยู่ในชุดแต่งกายสีขาวยาวกรอมเท้า ผมยาวสีขาวโพลน ใบหน้าเรียวขาวจัด มือถือไม้เท้าผลึกใสราวกับคริสตัล และดวงตาสีเทาของเขามีประกายอ่อนโยน บุษราคัมถึงกับตกตะลึง

rn

“คุณตา” ชายชราส่งรอยยิ้มที่เจือความเอ็นดูมาให้กับเธอ “คุณตาคะ คุณตาจริงๆ ด้วย คุณตาจะมาพาฉันกลับบ้านใช่ไหมคะ” แต่ชายชรายังมองเธอนิ่งๆ ก่อนเอื้อนเอ่ย

rn

“เจ้าอยากกลับบ้านจริงๆ ล่ะหรือ” คำถามนั้นทำให้หญิงสาวถึงกับพูดอะไรไม่ออก

rn

“นั่นใคร? แพซซี่เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เสียงของซาร์โดนิกซ์ดังขึ้นมาแทรก ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะปราดเข้ามาบังหญิงสาวจากชายชราผู้นั้น พร้อมกับดาบคู่ใจที่เตรียมพร้อมปกป้องหญิงอันเป็นที่รัก “ท่านเป็นใคร? ”

rn

“อย่านะคะท่านซาร์โดนิกซ์ เก็บดาบก่อนเถอะค่ะ” บุษราคัมรีบร้องห้ามเสียงหลง

rn

“เงียบเถิดแพซซี่ ไว้เป็นหน้าที่ของข้าเอง ท่านเป็นใครเข้ามาในนี้ได้อย่างไรกัน ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาชีวิตท่าน”

rn

“ก็ลองเข้ามาสิ แล้วเจ้าจะรู้ว่าข้าเป็นใคร”

rn

สิ้นคำตอบ เจ้าชายซาร์โดนิกซ์ก็ปรี่เข้าใส่ร่างผอมนั้นทันที แต่ทว่าดาบที่ฟาดฟันลงไปไม่กระทบกับสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า ทั้งที่ร่างของชายชรายังไม่เลือนหายไปไหน

rn

ซาร์โดนิกซ์รู้สึกแปลกใจนัก เขาหยุดมองร่างนั้นอย่างพิจารณา ชายชราผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ ไม่ใช่แม้กระทั่งผู้มีเวทมนต์ในโลกนี้ เพราะตัวเขาเองอยู่เหนือเวทมนต์ต่างๆ ที่มาจากมนุษย์และสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดายมาโดยตลอด แต่สิ่งที่พบเจอยามนี้ชายหนุ่มมั่นใจว่าไม่ใช่เวทมนต์

rn

“ท่านเป็นเทพหรือ” ซาร์โดนิกซ์ถามขึ้น ชายชราหัวเราะ

rn

“ในที่สุดเจ้าก็รู้เสียทีว่าข้าคือใคร ข้าคืออาซูไลท์”

rn

“เทพอาซูไลท์ เทพแห่งการนำทางกระนั้นหรือ” ชายหนุ่มพิจารณาร่างผอมเกร็งนั้นอีกครั้ง

rn

ไม่ผิดแน่แล้วเพราะซาร์โดนิกซ์จำภาพวาดเทพแต่ละองค์ได้เป็นอย่างดี และเทพอาซูไลท์ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ที่เขามักขอความช่วยเหลือยามที่ต้องเดินทาง เพราะเทพอาซูไลท์เป็นเทพแห่งการนำทาง ทั้งที่เป็นการเดินทางภายนอกและทางด้านจิตวิญญาณ

rn

 ยามที่ผู้คนต้องพลัดพรากจากคนรัก ของรักหรือหลงทาง เพียงแต่พร่ำวอนเทพแห่งการนำทางก็จะนำพากลับมาพบกันอีกครั้ง และสิ่งสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของเทพอาซูไลท์ก็คือไม้เท้าที่เป็นผลึกใสราวกับคริสตัล แต่สังเกตดีๆ ข้างในเหมือนมีน้ำบรรจุอยู่

rn

“ข้าต้องขออภัยที่ล่วงเกินท่านขอรับ” ซาร์โดนิกซ์ค้อมหัวให้

rn

“ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ความสงสัย ความหวาดกลัวเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด”

rn

“ดะ... เดี๋ยวนะคะ ท่านตาคนนี้เป็นเทพเหรอคะ” บุษราคัมที่เหมือนพึ่งรู้สึกตัวถามขึ้น ซาร์โดนิกซ์หันมาโอบไหล่หญิงสาว

rn

“ใช่แล้วล่ะแพซซี่ ท่านผู้นี้คืออาซูไลท์เป็นเทพแห่งการนำทาง”

rn

“ถ้าอย่างนั้นท่านก็สามารถพาฉันกลับบ้านได้จริงๆ น่ะสิคะท่านเทพอาซูไลท์”

rn

“ข้าอยากถามเจ้าอีกครั้งว่าเจ้าอยากกลับจริงๆ หรือ หากการกลับบ้านของเจ้ามันจะหมายถึงการที่เจ้าจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก”

rn

“ทำไมล่ะคะ”

rn

 “เพราะบ้านของเจ้าไม่ได้อยู่ในอาณาจักรอเวนเจอรีนย์น่ะสิ แต่เจ้ามาจากอีกมิติหนึ่งต่างหาก”

rn

“อะไรนะคะ/อะไรนะขอรับ!! ” ซาร์โดนิกซ์และบุษราคัมร้องออกมาเกือบพร้อมกัน ใบหน้าของทั้งคู่ฉายแววงุนงงและแปลกใจในคราเดียวกัน

rn

“โลกนี้มีหลากหลายมิติที่ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งต่างก็มีวิถี มีเรื่องราวของตัวเอง และต่างก็แยกตัวเป็นเอกเทศไม่ขึ้นอยู่กับใคร ที่พวกเจ้ายืนอยู่นี้ก็เป็นอีกมิติหนึ่ง”

rn

“ถ้าเช่นนั้นทำไมนางถึงมาที่อเวนเจอรีนย์ได้ นางมาได้อย่างไรกันขอรับ” ซาร์โดนิกซ์ถามขึ้น

rn

“มันเป็นความผิดพลาด นางแค่ไปอยู่ผิดที่ผิดเวลาเพราะแม้มิติต่างๆ จะไม่ขึ้นอยู่กับกันและกัน ไม่ข้องเกี่ยวกันโดยสิ้นเชิง แต่ทว่าก็มีข้อยกเว้นนั่นก็คือเวลาที่ประตูมิติเปิดออก หากมีสิ่งใดมาอยู่ที่ประตูมิติเวลานั้นก็สามารถพลัดหลงเข้าไปในอีกมิติหนึ่งได้”

rn

“แล้วทำยังไงฉันถึงจะกลับไปยังมิติของฉันได้ล่ะคะ”

rn

“เจ้ามาจากที่ใดก็ต้องกลับไปที่นั่น เมื่อครบรอบหกเดือนของมิตินี้ประตูมิติจะเปิดอีกครั้ง มันจะนำพาเจ้าไปสู่เหตุการณ์เดิม เวลาเดิมในมิติของเจ้า ถ้าเจ้ากลับไปในเวลานั้นได้ก็เท่ากับว่าตัวเจ้าไม่ได้หายไปจากมิติของเจ้า แต่ถ้าเลยเวลาที่กำหนดแล้วเจ้าก็จะติดอยู่ที่นี่จนวันตาย”

rn

คำพูดของเทพอาซูไลท์ทำให้หญิงสาวหันไปมองคนข้างกาย ด้วยความตกตะลึง และซาร์โดนิกซ์ก็มองเธออยู่ก่อนแล้วด้วยแววตาที่ไม่ต่างกัน

rn

 “อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบหกเดือนที่เจ้ามาที่นี่ หากเจ้าต้องการจะกลับบ้านก็จงไปที่ทะเลทรายโฮวไลท์ในวันนั้น” เทพอาซูไลท์เอ่ยต่อ

rn

          “ฉันจะต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งอย่างนั้นใช่ไหมคะ” บุษราคัมถามด้วยน้ำเสียงสั่นไหว

rn

          “นั่นล่ะที่ข้าถามเจ้า แต่เจ้าไม่ต้องตอบข้าหรอก เจ้าต้องตอบตัวเองต่างหาก และนี่คงจะช่วยให้การตัดสินใจของเจ้าง่ายขึ้น”

rn

แล้วชายชราก็กางมือวาดวงไปในอากาศ ปรากฏเป็นหมอกควันวงหนึ่งขึ้นมา พอหมอกควันจางหายก็เห็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ครั้งที่หญิงสาวหลุดมายังมิตินี้ แล้วฉายย้อนกลับไปจนถึงตอนที่เธอทำงานอยู่ในโรงพยาบาล ภาพที่ปรากฏทำให้บุษราคัมคิดถึงบ้านมากยิ่งขึ้น

rn

ในขณะที่ซาร์โดนิกซ์เองก็อดตะลึงกับภาพในมิติที่เธอจากมาไม่ได้ ทั้งสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตประจำวัน ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย รวดเร็ว ดูสวยงามราวกับความฝัน ช่างดูเป็นเมืองที่ศิวิไลซ์นักในความรู้สึกของเจ้าชายหนุ่ม

rn

อีกทั้งดูหญิงสาวมีความสุขท่ามกลางความรัก ความผูกพันของผู้คนแวดล้อม และการทำงานที่เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชายหนุ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขาในตอนนี้ถึงมีอะไรให้ประหลาดใจได้มากมายนัก เพียงเพราะเธอถูกหล่อหลอมมาจากสังคม สิ่งแวดล้อมเช่นนั้นนั่นเอง

rn

“แล้วอีกกี่วันจึงจะถึงเวลาที่ประตูมิติเปิดคะ ท่านเทพอาซูไลท์”

rn

*-*-*-*-*-*

rn

          ชายหนุ่มกอดร่างบางแนบอก มือข้างหนึ่งลูบหลังแผ่วเบาราวกับต้องการปลอบประโลมทั้งคนรักและตัวเองจากเรื่องราวเหลือเชื่อที่พึ่งรับรู้ หลังกลับมาถึงกระโจมที่พักทั้งคู่ต่างจั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา

rn

          นี่คือคำตอบของสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอด วันนี้ที่ความจริงปรากฏพร้อมๆ กับที่หัวใจของเขาเหมือนถูกปลิดขั้วออกไปจากตัว ซาร์โดนิกซ์นึกอยากให้คนที่เขารักเป็นผู้หญิงของอันเดรียส เป็นชาวลีโวดาร์คฯ

rn

อย่างที่เข้าใจในตอนแรกยังจะดีเสียกว่า

rn

          ในขณะที่คนในอ้อมกอดของชายหนุ่มเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งใจหาย เศร้าและสับสน บุษราคัมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกทางไหนดีระหว่างกลับไปมิติของตัวเองที่มีทุกสิ่งทุกอย่างรออยู่ กับการติดอยู่มิตินี้ที่เธอไม่เคยรู้จักมากไปกว่าค่ายแห่งนี้ ผู้คนรอบตัว และผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี

rn

          หากเลือกที่จะกลับบ้านเธอจะทำใจจากเขาได้จริงๆ นะหรือ บุษราคัมถามตัวเอง แค่คิดว่าจะจากกันหัวใจก็เจ็บปวดรวดร้าวนัก จน

rn

หญิงสาวทนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว จึงต้องปล่อยให้มันรินไหลอย่างเงียบๆ ไม่มีคำเอื้อนเอ่ยปลอบใจ แต่ชายหนุ่มเลื่อนใบหน้ามาจูบซับน้ำตา ทั้งที่ดวงตาเขาก็คลอเอ่อไปด้วยน้ำตาเช่นกัน

rn

          “แพซซี่ทำไมวันนี้เจ้าดูซึมๆไป เป็นอะไรหรือเปล่า” วันรุ่งขึ้น

rn

โลเดรสที่สังเกตเห็นความผิดปกติถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

rn

          “นั่นสิ ตาเจ้าก็ช้ำๆ เป็นอะไรมากหรือเปล่าแพซซี่ หรือเจ้าทะเลาะกับซาร์โดนิกซ์” เฮมารินเดา เพราะร่องรอยที่ปรากฏบนใบหน้าของ

rn

หญิงสาวเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก

rn

          “เปล่าค่ะ ฉันกับท่านแม่ทัพไม่ได้ทะเลาะกันหรอกค่ะ เพียงแต่... ”

rn

          “เพียงแต่อะไรแพซซี่ เล่าให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ” เฮมารินเร่งเร้า

rn

โลเดรสเองก็มองเธออย่างใจจดจ่อ

rn

          “คือ... ตอนนี้ฉันรู้แล้วล่ะค่ะว่าตัวเองมาจากไหน” คำตอบของเธอทำให้โรโดไนต์ถึงกับละงานในมือ เข้ามาสมทบอีกคน “ฉันมาจากมิติอื่น”

rn

          “มิติอื่น!! ” ทั้งสามร้องขึ้นพร้อมกัน บุษราคัมพยักหน้า

rn

          “เป็นไปได้อย่างไรกันแพซซี่ อะไรคือมิติอื่น แล้วเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” โลเดรสถาม

rn

          บุษราคัมจึงได้เล่าเรื่องราวที่เธอกับซาร์โดนิกซ์เจอเทพอาซูไลท์เมื่อคืนให้คนทั้งสามฟัง รวมถึงเรื่องที่เคยเจอเทพอาซูไลท์ก่อนหน้านี้ในมิติที่จากมา ด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปิดบังความเศร้าได้

rn

          “ไม่จริง จะมีเรื่องเหลือเชื่อเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน แล้วเทพที่ว่าตัวจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ข้าไม่เชื่อ” เฮมารินไม่อยากยอมรับความจริงที่ได้ฟัง

rn

          “เชื่อเถอะท่านเฮมาริน เพราะท่านแม่ทัพได้เจอกับตัวเองเช่นนั้นก็เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีแล้วล่ะ เพราะไม่มีใครที่จะเอาชนะท่านแม่ทัพได้นอกจากเหล่าเทพทั้งปวง” โรโดไนต์ที่ฟังอยู่เงียบๆ แทรกขึ้น

rn

          “แล้วนี่เจ้าตัดสินใจอย่างไรล่ะ แพซซี่” โลเดรสถามขึ้นบ้าง

rn

          “ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันสับสนไปหมด อะไรๆ ช่างเกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน อีกสามวันก็จะถึงครบรอบหกเดือนที่ฉันจากมิติของฉันมาแล้ว หากฉันพลาดไปก็จะติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต”

rn

          “แล้วซาร์โดนิกซ์มีความเห็นเป็นอย่างไรบ้าง เขาไม่ได้ขอร้องให้เจ้าอยู่หรอกหรือ” เฮมารินถามขึ้นบ้าง นั่นก็ทำให้บุษราคัมถึงกับนิ่งอึ้งไป

rn

          “คือเรายังไม่ได้คุยถึงเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเลยค่ะ” ก่อนตอบตามความจริง

rn

          “แต่ในความคิดของข้า การจะไปที่ประตูมิติเป็นเรื่องยากเพราะทะเลทรายโฮวไลท์ยังถูกอันเดรียสครอบครองอยู่  เรื่องนี้มีเพียงท่านแม่ทัพเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้” โรโดไนต์ออกความคิดเห็น

rn

*-*-*-*-*-*

rn

          ขณะเดียวกันคนที่ถูกพูดถึงก็นั่งหน้าเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงาน โดยมีรองแม่ทัพคนสนิทรอรับคำสั่งอยู่ตรงหน้า

rn

          “ข้ามีเรื่องสำคัญบางอย่างที่จะต้องทำในเร็ววันนี้ ซึ่งภารกิจนั้นอาจจะทำให้ข้าไม่อาจกลับมาได้ ข้าจึงอยากให้ท่านทำหน้าที่แม่ทัพแทนข้า เมื่อถึงเวลาก็จงนำทัพออกตีค่ายของเจ้าอันเดรียสตามแผนที่วางเอาไว้”

rn

          “เดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะเจ้าชายรัชทายาท กระหม่อมไม่เข้าใจว่าพระองค์หมายถึงอะไร ขอโปรดช่วยอธิบายให้กระหม่อมเข้าใจด้วยเถิด ไม่เช่นนั้นกระหม่อมคงไม่อาจรับคำสั่งได้พ่ะย่ะค่ะ” คันเทียร์รีบขัดขึ้นก่อนที่เจ้าชายหนุ่มจะพูดจบ

rn

นั่นทำให้ซาร์โดนิกซ์ที่มีสีหน้าเศร้าหมองถอนหายใจหนักหน่วง เริ่มเล่าเรื่องที่เขากำลังเผชิญให้รองแม่ทัพคนสนิทฟังอย่างละเอียด 

rn

          “หมายความว่าพระองค์จะส่งท่านหญิงกลับอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

rn

          “ใช่ แล้วอีกสามวันข้าจะพาแพซซี่ลักลอบเข้าไปยังทะเลทราย

rn

โฮวไลท์ ข้าไม่แน่ใจว่าจะกลับมาได้อีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องรับหน้าที่แม่ทัพใหญ่แทนข้า ข้าขอโทษที่เห็นแก่ผู้หญิงคนหนึ่งมากกว่าบ้านเมือง แต่ข้าจำเป็นและจะพยายามกลับมาให้จงได้”

rn

          “พระองค์ทรงถามความสมัครใจของท่านหญิงแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”

rn

          “นั่นไม่สำคัญหรอก เพราะหากนางได้กลับไปอยู่ในที่ของนาง สักวันนางก็คงจะลืมที่นี่ไปเอง ข้าพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนางแล้ว”

rn

          “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมไม่เห็นด้วยกับการจะลักลอบเข้าไปยังทะเลทรายโฮวไลท์เพียงลำพัง กระหม่อมคิดว่าไหนๆ เราก็จะต้องยกทัพไปโจมตีค่ายของมันที่นั่นอยู่แล้ว ถ้าจะเร็วหน่อยคงไม่เป็นไรกระมังพ่ะย่ะค่ะ”

rn

          “ท่านคันเทียร์”

rn

          “กระหม่อมคิดว่าคงไม่มีใครปล่อยให้เจ้าชายรัชทายาทออกไปยังถิ่นของศัตรูเพียงลำพังหรอกพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เป็นศูนย์รวมกำลังใจและความหาญกล้าของพวกเรา ได้โปรดทรงอนุญาตให้กระหม่อมเรียกประชุมผู้นำกองกำลังของเราเดี๋ยวนี้เถิดพ่ะย่ะค่ะ”

rn

*-*-*-*-*-*

rn

          บุษราคัมหันไปทางร่างสูงใหญ่ ที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเธอในกระโจมพยาบาล ก่อนจะละมือจากงานตรงหน้า แต่ทว่าเฮมารินเห็นเข้าจึงรีบเข้าไปหาซาร์โดนิกซ์ก่อน

rn

          “นี่... ซาร์โดนิกซ์ เจ้าจะทำอย่างไรเรื่องแพซซี่” และรีบถามขึ้นเพราะอดรนทนไม่ได้

rn

ชายหนุ่มชะงัก นั่นทำให้โลเดรสรีบดึงแขนเฮมารินให้ตามไปอีกทางเพื่อเปิดโอกาสให้ซาร์โดนิกซ์และบุษราคัมได้คุยกันตามลำพัง

rn

          “ไปทานอาหารกลางวันกันเถอะ แพซซี่” ซาร์โดนิกซ์คว้ามือบางจับจูงให้ออกเดินตามกลับกระโจมที่พักในทันที

rn

          “ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า เรื่องการกลับมิติของเจ้า” ซาร์โดนิกซ์เอ่ยขึ้น ขณะที่กำลังทานอาหารกลางวันกันอยู่

rn

          “แต่ว่า... ฉันยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยังไง”

rn

          “เจ้าควรกลับไปยังมิติของเจ้าเสีย”  

rn

คำพูดของเขาแม้มันไม่ได้เฉยชา ออกจะค่อนไปทางเศร้าหมองและลำบากใจด้วยซ้ำ แต่ในความรู้สึกของบุษราคัมมันเหมือนกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ เธอนิ่งงัน ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินคำพูดนี้มาจากคนที่บอกว่ารักเธอ

rn

          “ข้าจะเตรียมการเพื่อส่งเจ้าไปยังประตูมิติที่ทะเลทรายโฮวไลท์ เจ้าเองก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม”

rn

เสียงของเขาเรียกสติของเธอให้กลับคืนมา บุษราคัมปรับสีหน้าให้เป็นปกติพลางส่งยิ้มให้เขาเหมือนยินดีกับสิ่งที่ได้ยินเป็นยิ่งนัก

rn

          “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

rn

          พอคล้อยหลังร่างสูงใหญ่ไป หญิงสาวซบหน้าลงกับฝ่ามือร้องไห้สะอึกสะอื้นในทันที เธอเคยสับสน ไม่รู้จะตัดสินใจเลือกอะไรดีระหว่างชีวิตสองมิตินี้ แต่วินาทีนี้เขาได้ตัดสินใจให้เธอไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่เธอไม่ต้องลำบากใจเลยสักนิด

rn

ทั้งที่กำลังจะได้กลับไปพบหน้าแม่และเพื่อนๆ ได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอย่างที่เคยเป็นมา แต่ทำไมข้างในอกถึงเจ็บปวดรวดร้าวนัก อดคิดน้อยใจไม่ได้ที่เขาไม่แม้แต่จะถามความคิดเห็นหรือให้เธอตัดสินใจเอง หรือที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะเบื่อเธอแล้ว และต้องการผลักไสไปให้ไกล

rn

ความเศร้าเสียใจ และความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้อย่างหนัก เก็บตัวอยู่แต่ในกระโจม จนกระทั่งตอนเย็นเฮมารินจึงมาเยี่ยม

rn

“แพซซี่เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า ดูเจ้าสิทำไมถึงดูโทรมขนาดนั้น ไม่สบายหรือเปล่า”

rn

“พอดีฉันปวดหัวนิดหน่อยน่ะค่ะ ท่านเฮมาริน”

rn

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้โลเดรสเอายามาให้เจ้านะ” เฮมารินออกไปสั่งทหารข้างนอกสองสามคำ แล้วจึงกลับมานั่งข้างเตียง “เจ้าคิดมากเรื่องกลับบ้านหรือเปล่าแพซซี่ เจ้าไม่กลับไม่ได้หรือ เจ้าอยู่ที่นี่กับพวกเราไม่ได้หรือ”

rn

คำถามของเฮมารินทำให้บุษราคัมถึงกับน้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง แต่หญิงสาวก็พยายามกลั้นไว้ จะไม่ให้เธอกลับได้อย่างไร ในเมื่อใครบางคนผลักไสไล่ส่งถึงเพียงนี้

rn

แต่บุษราคัมก็ไม่ได้พูดมันออกไป เพราะไม่อยากให้เฮมารินรวมถึงซาร์โดนิกซ์รู้ว่าเธอน้อยใจ เสียใจแค่ไหนกับสิ่งที่เขาทำ มันไม่มีประโยชน์ในเมื่อเขาไม่ต้องการเธอแล้ว เธอก็ควรกลับไปอยู่ในที่ทางของตัวเองด้วยความยินดีไม่ใช่หรือ

rn

“เอ่อ... ฉันตัดสินใจแล้วค่ะท่านเฮมาริน ฉันจะกลับไปมิติของฉันค่ะ”

rn

“เฮ้อ... ถึงข้าไม่เห็นว่าบ้านเมืองของเจ้าศิวิไลซ์แค่ไหน แต่ข้าก็พอจะเดาออกว่าคงดีกว่าที่นี่มาก และเจ้าคงไม่ลำบากลำบนเหมือนอยู่ที่นี่เจ้าถึงอยากกลับนัก”

rn

“ไม่ใช่เลยค่ะท่านเฮมาริน ไม่เกี่ยวเลย ฉันมีความสุขมากที่อยู่ที่นี่ได้เจอพวกท่านฉันไม่เคยคิดว่าลำบากอะไรเลย เพียงแต่ว่า... มันไม่ใช่ที่ของฉัน”

rn

“แพซซี่พูดออกมาได้อย่างไรว่าไม่ใช่ที่ของเจ้า เจ้าไม่ได้รัก

rn

ซาโดนิกซ์หรอกหรือ ซาร์โดนิกซ์ไม่ใช่สามีของเจ้าหรอกหรือ ที่บ้านเมืองของเจ้าผู้หญิงอย่างเราๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี และพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างร่วมฝ่าฟันทุกสิ่งทุกอย่างไปกับเขาหรอกหรือ ซาร์โดนิกซ์รักเจ้ามากนะ เจ้าจะทิ้งเขาไปจริงๆ หรือ”

rn

“ท่านเฮมาริน ท่านไม่เข้าใจหรอกค่ะฉันเองก็ลำบากใจไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ แต่ว่า... ”

rn

“แต่ว่าอะไร ซาร์โดนิกซ์ทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจกระนั้นรึ ข้าจะไปจัดการให้เอง”

rn

“เปล่าค่ะ ไม่เกี่ยวกับท่านแม่ทัพ แต่ฉัน... อยากกลับบ้านเอง ฉันคิดถึงบ้าน”

rn

ในเมื่อที่นี่ไม่มีอะไรให้อุ่นใจ ไม่มีอะไรที่พอจะเป็นความหวังและความหมายได้ บ้าน ก็คือสิ่งที่เธอคิดถึงและอยากกลับไปซบอกมากที่สุดในตอนนี้

rn

เฮมารินทำหน้าเหมือนขัดใจ ที่พยายามโน้มน้าวเท่าไหร่ก็ไม่มีหวัง พอดีกับที่โลเดรสเข้ามาพร้อมกับยาแก้ปวดหัว

rn

“เจ้าช่วยข้ากล่อมหน่อยเถอะ นางยืนยันที่จะกลับมิติของนางอย่างเดียวเลย” เฮมารินหันไปทางคนรัก โลเดรสกำลังจะอ้าปากบุษราคัมก็แทรกขึ้นก่อน

rn

“พวกท่านอย่าทำให้ฉันลำบากใจเลยค่ะ ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันขอบคุณพวกท่านมากนะคะสำหรับความรู้สึกและมิตรภาพที่ดีงาม ฉันจะไม่มีวันลืมเลยล่ะค่ะ”

rn

“เห็นไหมล่ะ นางดื้อขนาดไหน” เฮมารินหันไปซบอกคนรักสูดจมูกฟุดฟิด โลเดรสโอบไหล่หญิงสาว

rn

“ถ้าแพซซี่ตัดสินใจดีแล้ว เราก็ควรยอมรับการตัดสินใจของนางนะขอรับท่านเฮมาริน สิ่งที่เราควรทำต่อไปก็คือช่วยทำในสิ่งที่นางต้องการให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนปลอบประโลมคนในอ้อมแขน ก่อนหันมาทางบุษราคัม “เราทานอาหารกันเถอะนะเย็นมากแล้ว ข้าให้คนจัดอาหารมาทานเป็นเพื่อนเจ้าที่นี่ เพราะท่านแม่ทัพออกไปข้างนอกตั้งแต่บ่ายแล้วไม่รู้คืนนี้จะกลับมาหรือเปล่า เจ้าจะได้ทานยาแล้วก็พักผ่อนอย่างไรล่ะแพซซี่”

rn

*-*-*-*-*-*

rn

บุษราคัมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า มือควานหาร่างที่คุ้นเคยด้วยความเคยชิน แต่ข้างๆ กลับว่างเปล่า เขาไม่ได้กลับมา น้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาอีกครั้ง ไม่สิเราจะต้องไม่อ่อนแอ จะต้องไม่ร้องไห้ ทำไมจะต้องเสียใจ เราควรดีใจต่างหากที่จะได้กลับบ้าน บ้านที่มีแม่และเพื่อนๆ รออยู่ บ้านที่คุ้นเคยและแสนจะคิดถึง หญิงสาวพร่ำบอกตัวเองแต่น้ำตาก็ไหลออกมาจนได้

rn

ผ่านไปสองคืนที่ซาร์โดนิกซ์ไม่ได้กลับค่าย บุษราคัมยังพยายามทำตัวปกติ ทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าคนอื่น ทำเสมือนว่ากระตือรือร้นและอยากกลับบ้านเสียเหลือเกิน

rn

แต่พอกลับเข้าที่พักหญิงสาวกลับจั่งจมอยู่กับน้ำตาทั้งคืน สิ่งที่ผลักดันให้เธอแสดงออกตรงข้ามกับหัวใจก็คงจะเป็นความเศร้าเสียใจ น้อยเนื้อต่ำใจกับสิ่งที่ซาร์โดนิกซ์ทำ

rn

คืนนี้ก็เช่นกันบุษราคัมทานอาหารร่วมกับโลเดรส เฮมาริน

rn

โรโดไนต์ตามปกติ แต่บรรยากาศที่โต๊ะอาหารก็ยังไม่สร่างจากอาการซึมเซา และดูเหมือนว่าจะย่ำแย่กว่าทุกครั้งเพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่เธอจะได้อยู่ร่วมกับทุกคน เฮมารินบ่นซาร์โดนิกซ์ที่ไม่ยอมกลับมาจนถึงวันนี้

rn

แต่โลเดรสกับโรโดไนต์ก็ให้เหตุผลว่าเขาคงมัวแต่จัดการเตรียมตัวเรื่องกลับมิติของบุษราคัม และคงจะกลับมาเร็วๆ นี้เพราะไม่ว่าอย่างไรซาร์โดนิกซ์ก็เป็นคนเดียวที่สามารถพาหญิงสาวไปยังทะเลทรายโฮวไลท์ได้

rn

กลับมาถึงกระโจม บุษราคัมก็รื้อเสื้อผ้าชุดเก่าที่เธอใส่มาที่นี่ มันยังคงใช้การได้ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอไม่เคยใส่มันอีกเลยเพราะกลัวจะเป็นเป้าสายตาเหล่าบรรดาทหารเข้า พรุ่งนี้สินะที่เธอจะได้ใส่มันกลับบ้าน พรุ่งนี้สินะที่เธอจะจากที่แห่งนี้ไป

rn

หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ กระโจมที่พัก ราวกับจะซึมซับจดจำมันไว้ในหัวใจให้มากที่สุด เพราะต่อจากนี้ไปสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่จะเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่มีอยู่จริง ไม่มีหลักฐาน ไม่มีสิ่งใดที่พอจะสืบค้นได้ นอกจากจะตรึงอยู่ในหัวใจและความทรงจำของเธอเท่านั้น

rn

บุษราคัมหลับไปทั้งน้ำตา มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่เตียงไหวสะเทือนและอ้อมแขนที่โหยหาก็โอบกอดร่างของเธอไว้

rn

“แพซซี่” เขากระซิบริมหู กดจมูกกับขมับเบาๆ

rn

“ปล่อยฉัน!! อย่ามาแตะต้องฉัน” เพราะความน้อยใจ เสียใจที่ถูกผลักไส แล้วยังทิ้งเธอไว้ตามลำพังในสถานการณ์เช่นนี้ทำให้บุษราคัมปัดป้อง ถอยห่างจากเขาและผุดลุกขึ้นนั่งในทันที

rn

“แพซซี่... ” เขาเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและดึงร่างบางมาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ทั้งที่เจ้าตัวยังต่อต้านดิ้นรน

rn

“อย่ามาใกล้ฉันอย่ามาแตะต้องฉัน ฉันเกลียดท่าน เกลียดท่านที่สุด ท่านมันคนใจร้าย ไม่มีหัวใจ คนร้ายกาจ... ” ริมฝีปากถูกปิดด้วยจุมพิตของเขา

rn

แม้ไม่ได้เร่าร้อนจนทำให้เธออ่อนระทวย แต่กลับเต็มไปด้วยความหวานเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมันก็ทำให้ความรุนแรงของอารมณ์ที่ประเดประดังบรรเทาลง พร้อมกับหยาดน้ำตาเริ่มรินไหล

rn

“ท่านทำอย่างนี้ทำไม ท่านใจร้าย ท่านไม่มีวันรู้ ไม่มีวันเข้าใจ

rn

หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง เจ็บปวดแค่ไหนกับสิ่งที่ท่านทำ ท่านมันคนไม่มีหัวใจ” หญิงสาวตัดพ้อด้วยน้ำตานองหน้า ชายหนุ่มใช้นิ้วไล้หยาดน้ำตาจากแก้มแผ่วเบา

rn

“ทำไมข้าจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ เพราะข้าเองก็เจ็บปวดเสียใจไม่ต่างไปจากเจ้าที่ต้องทำเช่นนี้” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือไม่ต่างกัน

rn

“แต่ท่านก็ทำ ท่านไม่เคยถาม ไม่เคยแคร์ด้วยซ้ำว่าฉันจะรู้สึกยังไง ท่านเห็นฉันเป็นอะไร ตอนที่ท่านต้องการฉันก็พยายามหาโอกาสฉกฉวยมาไว้ใกล้ตัว แต่พอเบื่อไม่ต้องการแล้วก็ผลักไสไล่ส่งทันทีที่มีทาง”

rn

หญิงสาวสะอื้น

rn

“แพซซี่มันไม่ใช่เช่นนั้นเลย ข้าหรือไม่ต้องการเจ้า ข้าหรือเบื่อเจ้า คำพวกนั้นไม่เคยอยู่ในความคิดของข้าเลย ข้ารักเจ้ามากกว่าสิ่งใด นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องทำเช่นนี้”

rn

“สรุปว่าไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องกลับมิติของฉันอยู่ดีใช่ไหมคะ”

rn

ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่แววตาที่ทอดมองมายังคนที่เขารักนั้นเศร้าสร้อยยิ่งนัก “ถ้าอย่างนั้นก็จบเถอะค่ะ เราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันอีก ปล่อยฉัน! ” บุษราคัมพยายามผลักอกคนตรงหน้าเพื่อให้เป็นอิสระ แต่เขากลับไม่ยอมปล่อย

rn

“โปรดฟังข้าสักนิดเถิดแพซซี่ สิ่งที่ข้าทำและตัดสินใจมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเจ้า ข้าไม่อยากให้เจ้าติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต ข้าเห็นมิติของเจ้าเป็นดังเมืองสวรรค์ มันเหมาะสมดีงามสำหรับเจ้า ซึ่งแตกต่างจากที่นี่โดยสิ้นเชิง”

rn

“และที่สำคัญอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าที่นี่จะมีศึกครั้งใหญ่เกิดขึ้น ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเผชิญความโหดร้ายของสงคราม และความไม่แน่นอน ข้าไม่มั่นใจเลยแพซซี่ ศึกครานี้จะตัดสินชะตาชาวบลูเลซฯ และอาณาจักร

rn

อเวนเจอรีนย์ว่าจะอยู่ต่อไปหรือไม่ และแน่นอนว่าข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ หากไม่... การที่เจ้าต้องติดอยู่ที่นี่จะทำให้เจ้าตกนรกทั้งเป็น เพราะอาณาจักรแห่งนี้จะมืดมนยิ่งกว่าความมืดยามค่ำคืน จะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่นี้หลายร้อยเท่า ข้าไม่อาจทิ้งเจ้าให้เผชิญความเลวร้ายเช่นนั้นได้”

rn

“ท่านเห็นฉันขี้ขลาดมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ” หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะแย้งระคนตัดพ้อ

rn

“ไม่เลยแพซซี่เจ้ากล้าหาญมากแค่ไหนข้ารู้ดีแก่ใจ แต่ข้าก็ยอมไม่ได้ที่จะให้เจ้าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เพื่อข้า ชีวิตของเจ้ามีค่าเกินกว่าจะเอามาทิ้งขว้างที่นี่ เจ้าเข้าใจข้าไหม ข้ารักเจ้า ข้าเจ็บปวดรวดร้าว เสียใจและ ทรมานไม่น้อยไปกว่าเจ้า ข้าร้องไห้มาไม่น้อยไปกว่าเจ้าเลย” มาถึงตอนนี้น้ำเสียงที่สั่นเครือขาดหายเป็นห้วงๆ ดวงตาคู่สีน้ำทะเลที่มีแววจริงจังอยู่เสมอมาบัดนี้กลับมีน้ำตาคลอเอ่อ และที่สุดก็เริ่มไหลอาบแก้ม

rn

บุษราคัมเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เขา เธอเข้าใจในสิ่งที่ชายหนุ่มทำแล้ว ทั้งที่เธอก็พอจะรู้ได้ถึงเจตนาที่เขาทำเช่นนี้มาตั้งแต่แรก แต่ทว่าความน้อยใจ เสียใจที่มีมากกว่าบดบังมันไปเสียสิ้น มาตอนนี้เธอควรยอมรับความจริง ยอมรับโชคชะตาของตัวเอง และทำช่วงเวลาสุดท้ายของเธอและเขาให้ดีที่สุด

rn

ทั้งคู่ต่างมองสบตากันผ่านม่านน้ำตา ราวจะถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บร้าวเศร้าโศกของกันและกัน เหมือนหัวใจกำลังจะถูกปลิดขั้วให้ปลิวคว้าง ก่อนที่ซาร์โดนิกซ์จะก้มลงจูบซับน้ำตาให้เธอ และพรมจูบไปทั่วดวงหน้างดงามเพื่อประทับลงในส่วนลึกของหัวใจ ทั้งคู่ต่างระลึกถึงความจริงที่ว่า เวลาระหว่างเขาและเธอเหลือน้อยเหลือเกินแล้ว

rn

“แพซซี่ ข้ารักเจ้า รักเจ้าอย่างที่ไม่เคยรักใครเท่านี้มาก่อน ขอให้รู้ไว้เถิดว่าเจ้าเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่ข้าจะรัก” เขาพร่ำกระซิบติดริมฝีปากบาง

rn

“ฉันก็เหมือนกันค่ะ ท่านซาร์โดนิกซ์” บุษราคัมกระซิบตอบ ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะทาบทับลงมา หญิงสาวตอบรับสัมผัสของเขาด้วยความเต็มใจ

rn

บทเพลงรักแห่งค่ำคืนสุดท้ายของการลาจาก ปะปนไปด้วยหยาดน้ำตาและความเศร้าสร้อย ต่างพร่ำคำรักต่อกันอยู่ไม่ขาด ปราศจากความเร่าร้อน รุนแรง แต่สัมผัสเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยความอ่อนหวานลึกซึ้งและเนิบช้าราวกับต้องการเก็บจำซึมซับความสุขครั้งสุดท้ายนี้ไว้ให้เต็มหัวใจกระนั้น

rn

*-*-*-*-*-*

rn

เช้ามืด... บุษราคัมอยู่ในชุดที่เธอใส่มาครั้งนั้นเตรียมตัวจะออกจากค่าย ถอดสร้อยบุษราคัมออกจากคอเตรียมคืนให้กับเจ้าของ เธอมองไปรอบๆ กระโจมอีกครั้งพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาอย่างยากเย็น

rn

วงแขนแกร่งที่คุ้นเคยโอบกอดมาจากด้านหลัง จมูกโด่งกดลงกับเรือนผมนุ่มหอมกรุ่น ก่อนที่หญิงสาวจะหันไปเผชิญหน้า ส่งสร้อยเส้นนั้นให้กับเขา

rn

“ของท่านค่ะ” เธอพูดได้เพียงแค่นั้น ชายหนุ่มรับไปและใส่มันกลับให้บุษราคัมตามเดิม

rn

“ข้าบอกแล้วว่ามันเป็นของเจ้า มันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เป็นตัวแทนความรักของข้าที่เจ้าสามารถจับต้องได้ ขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าหัวใจของข้าอยู่แนบชิดหัวใจเจ้าเสมอ”

rn

เขาวางมือลงบนจี้บุษราคัมที่อยู่ระหว่างอกของหญิงสาว บุษราคัมยกมือข้างหนึ่งวางทับมือใหญ่ อีกข้างเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าหล่อเหลาแผ่วเบา

rn

“ท่าน... ” ปากขยับจะพูดต่อ แต่ซาร์โดนิกซ์ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากบางพลางส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม และโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตแทน

rn

พอออกมาข้างนอกก็พบว่าเฮมาริน โลเดรสและโรโดไนต์รออยู่ก่อนแล้ว

rn

“แพซซี่ นี่เจ้าต้องไปจากพวกเราจริงๆ ใช่ไหม ข้าไม่อยากเชื่อเลย” เฮมารินโผเข้ากอดบุษราคัมทันทีที่เห็นหน้าพลางพร่ำทั้งน้ำตา

rn

“ท่านเฮมาริน ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่างที่ท่านทำเพื่อฉัน ท่านเป็นเสมือนพี่สาวของฉัน ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าความรู้สึกที่มีพี่สาวเป็นยังไง แต่พอได้พบท่านฉันคิดว่าน่าจะเป็นความรู้สึกแบบที่ฉันมีต่อท่านนี่แหล่ะค่ะ” บุษราคัมพูดด้วยน้ำตานองหน้าเช่นกัน

rn

“เจ้าก็เป็นน้องสาวที่น่ารักของข้ามาตลอด ไม่ว่าเจ้าจะไปอยู่ที่ไหนข้าอยากให้เจ้าจำไว้ ข้ารักเจ้าเสมอ”

rn

“ขอบคุณค่ะ ฉันฝากดูแลท่านแม่ทัพด้วยนะคะ” บุษราคัมพูดขึ้นพลางมองไปยังเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างม้าสีขาวไม่ไกล

rn

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกแพซซี่ ข้าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด”

rn

เฮมารินรับปาก

rn

“ข้าขอให้เจ้าเดินทางโดยสวัสดิภาพนะแพซซี่ ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบเจ้า” โรโดไนต์เอ่ยขึ้นพลางยื่นมือมาจับ แต่บุษราคัมกลับโผเข้าไปกอด

rn

“ฉันเองก็ยินดีและเป็นเกียรติเช่นกันค่ะ ท่านโรโดไนต์” ผู้อาวุโสยิ้มบางและตบหลังเธอเบาๆ

rn

“ข้าคงคิดถึงเจ้ามากนะแพซซี่ ขอบคุณนะที่มาเป็นเพื่อนข้า เจ้าเป็นเพื่อนที่น่ารักที่สุดของข้าเลยเจ้ารู้ไหม ข้า... ข้า... ” โลเดรสพูดได้เพียงแค่นั้นก็ทำจมูกฟุดฟิดและตาเริ่มแดง บุษราคัมเดินเข้าไปกอดเขาอีกคน

rn

“ท่านก็เป็นเพื่อนที่น่ารักของฉันเหมือนกันค่ะท่านโลเดรส ดูแลท่านเฮมารินให้ดีๆ นะคะ”  โลเดรสพยักหน้ารับ  

rn

“ได้เวลาออกเดินทางกันแล้วแพซซี่” เสียงของซาร์โดนิกซ์ทำให้ทั้งสามสวมกอดกันอีกครั้ง

rn

ซาร์โดนิกซ์เข้ามาโอบไหล่หญิงสาวที่กำลังโบกมือลาผู้มาส่งด้วยน้ำตา ก่อนจะพาเดินไปยังม้าสีขาวคู่ใจ ช้อนร่างบางให้ขึ้นม้าไปก่อนแล้วจึงเหวี่ยงตัวตามขึ้นไป บุษราคัมโบกมือให้ทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทาง

rn

 

rn

rn
 
rn

 

rn

**ขุนศึกเสน่หา อาณาจักรรัก**

rn

มีจำหน่ายในรูปแบบอีบุ๊คแล้วนะคะ

rn

สนใจเข้าไปโหลดได้เลยค่า

rn

Meb

rn

data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3

rn

M6NjoiNzEyOTE2IjtzOjc6ImJvb2tfaW

rn

QiO3M6NToiNjcyMzIiO30

rn

ookbee

rn

 http://www.ookbee.com/shop/BookInf

rn

o?pid=8d272806-4a58-475c-951a-c801e9c1353a&affiliateCode=1168c

rn

15837084f8bbb5cf6fde0ca707d 

rn

hytexts

rn

 

rn

https://www.hytexts.com/ebook/B013

rn

956-ขุนศึกเสน่หา อาณาจักรรัก




ตอนก่อนหน้า

กลับไปหน้าหลักของบทความ

ตอนถัดไป


โหวต : 1 คะแนน    2 คะแนน    3 คะแนน    4 คะแนน    5 คะแนน   
ล๊อคอินเพื่อแสดงความคิดเห็น แสดงความคิดเเห็นแบบไม่ล๊อคอิน
ID :      
Password :      
     
เนื่องจากขณะนี้ทางเว็บไซต์ได้พบกับผู้ไม่ประสงค์ดี เข้ามาทำการก่อกวน
ทางเว็บไซต์จึงจำเป็นจะต้องสงวนสิทธิ์สำหรับสมาชิกเท่านั้นที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้

กติกาในการใช้เว็บ
นิยายหรือบทความที่ปรากฏในเว็บไซต์ www.lightoflovenovel.com เป็นข้อความที่ถูกโพสต์ขึ้นบนหน้าเว็บไซต์โดยบุคคลทั่วไป ซึ่งเว็บไซต์ www.lightoflovenovel.com ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดๆ กับการกระทำนั้นๆ หากท่านพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสมปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ สามารถอีเมล์มาแจ้งได้ที่ [email protected] เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการต่อไป

ความคิดเห็นจากผู้อ่าน


กรุณาแสดงความคิดเห็น
เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียน



หน้าแรก      สินค้า      อ่านนิยาย      กิจกรรม/ข่าวสาร      เว็บบอร์ด      ติดต่อเรา
Copyright © 2018. All right reserved.

Design by Seomodern